เหมือนโดนหลอกจาก เจ้าหน้าที่ศุนย์ไกล่เกลี่ยกับทนาย

  • nuloger3
  • ผู้เขียนหัวข้อ
  • ผู้เยี่ยมชม
  • ผู้เยี่ยมชม
6 ปี 10 เดือน ที่ผ่านมา #25604 โดย nuloger3
อดีมีเรื่องมาเล่าและขอปรึกษาด้วยครับ
สืบเนื่องาจากผมได้หยุดจ่ายบัตรเครดิตมาเป็นเวลานานแล้ว จนมาเมื่อเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาได้มีจดหมายศาลมาที่บ้านครับ ระบุว่า ให้ไปศาลจังหวัดพัทยา วันที่ 24 กันยายน 2555 โดย โจทก์คือ เฟริสช๊อย โดยมีค่าฟ้องอยู่ที่ 39xxx บาท หลังจากนั้นผมก็ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนรู้จัก จากอินเตอร์เน็ต
พอจะทราบคร่าวๆว่า ทนายมักจะมีลูกเล่นต่างๆ เพื่อให้เราไม่ได้เข้าพบกับศาล
อย่าเซ็นเอกสารใดๆ ที่ได้รับจากทนาย
ให้ไปก่อนเวลาศาลนัดและตรวจสอบรายชื่อและบัลลังค์ ห้องพิพาทษา
ผมก้ทำการตรวจสอบรายชื่อเบื้องต้นกับเว็ปไซด์ ศาลจังหวัดพัทยา ก็มีชื่อผม เวลานัด 9.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555
พอวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 ผมเดินทางมาถึงศาล เวลาประมาณ 7.50 น.
ผมเดินเข้าไปดูประกาศรายชื่อที่บอร์ด พบว่า รายชื่อ ผมอยู่ที่ “ ศุนย์ไกล่เกลี่ยคดีความของศาล “ พร้อมๆกับ ลูกหนี้รายอื่นๆอีก 3-4 คน ของ เฟริสช๊อย นะครับ
ผมก็เดินหาศุนย์ไกล่เกลี่ยซึ่งเวลานั้น ศูนย์ดังกล่าวยังไม่เปิด เปิด 8.30 น.
ผมนั่งรอจนประมาณ 8.50 น. และก็มรทนายของ เฟริสช็อยมา 1 คน ของ KTC มา 1 คน
เวลาประมาณ 9.00 น. ก็มีลูกหนี้ของเฟริสช๊อยมาอีก 1 คน รวมผมเป็น 2 คน
ทนายก็เอาเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ศุนย์ไกล่เกลี่ย ลักษณะเป็นห้องคล้ายๆช่องจำหน่ายตั๋วตามสถานที่ราชการทั่วไป อ่ะครับ
ทนายก็มาคุยกับลูกหนี้อีกคนก่อน ส่วนผมก็นั่งรอและเห็นทนายของ KTC คุยกับลูกหนี้ของเค้าอยู่เค้าพยายามตกลงกันว่าจะจ่ายหนี้ เท่านั้น เท่านี้ ต่อเดือนไหวไหม โดยกดเครื่องคิดเลข อัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจัง ส่วนทนายของผมใช้เวลากับลูกหนี้คนแรกประมาณ 1-2 นาที ก็ตกลงกันไม่ได้ แล้วก็มาคิวของผม ทนายก็บอกว่า
ทนาย “ คุณ xxxxxx ใช่ไหมครับ “
ผม “ ใช่ครับ “
ทนาย “ คุณผ่อนต่อไหวไหมครับ “
ผม “ ผ่อนจากไหนครับ จากยอดเต็มเหรอครับ(ในใจกะจะตัดยอดทีเดียวจบ เคยมีคนติดต่อมาให้ปิดยอดประมาณ 19xxx บาท)
ทนาย “ ใช่ครับ “
ผม “ ผ่อนลดยอดไม่ได้เหรอครับ “ ( ในใจไว้ให้ศาลช่วยพิจารณาดีกว่า )
ทนาย “ไม่ได้ครับ ต้องยอดเต็ม แสดงว่าคุณ xxxx จ่ายไม่ได้ใช่ไหมครับ )
ผม “ อ่อครับ งั้นไม่ได้ครับ )
และทนายก็เดินออกไปติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ศุนย์ไกล่เกลี่ย ตรงเคาเตอร์และบอกว่า “ตกลงกันไม่ได้” และยื่นเอกสารและก็เดินกลับออกไปนอกห้อง ( ทำให้ผมคิดว่า ทนายมาแค่นี้เหรอ ทำไมทำงานเหมือนไม่อยากมาเลย )
สักพักเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยก็เรียกลูกหนี้คนแรกไป ผมก็เดินตามไปฟังด้วย
เจ้าหน้าที่ศุนย์ “ คุณ xxxx ใช่ไหมครับ “
ลูกหนี้คนแรก “ ใช่ค่ะ ต้องทำอะไรต่อ ค่ะ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ตอนนี้สรุปว่า ไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ ต้องรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน “
ผมแทรกว่า “ ตัดสินอะไรครับ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ รอตัดสินว่าจะชำระอย่างไร เป็นจำนวณเงินเท่าไหร่ในตอน บ่าย ” ขณะนั้นเวลา 9.10 น.
ผม “ แล้วศาลจะตัดสินยังไง ดูจากอะไร “
เจ้าหน้าที่ศุนย์ “ ดูจากว่าโจทก์ฟ้องเป็นจริงไหม เป็นลายมือเป็นของจริงไหม ไม่มีการปลอมแปลง “
ผมก็ตอบ “ อันนี้ไม่ปลอมแปลงอยู่แล้ว ลายชื่อผมเอง “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ งั้นก็ฟ้องงตามคดีจริง “
ลูกหนี้คนแรก “ แล้วตอนนี้ต้องทำอย่างไรต่อ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ก็เป็นไปตามคดี ศาลมีคำตัดสิน “
ผม “ ตัดสินยังไง “
เจ้าหน้าที่ศุนย์ “ ก็ตามที่ โจทก์ ยื่นฟ้อง “
ผม “ แล้วพบไม่ได้พบศาลเหรอ “
เจ้าหน้าที่ศุนย์ผู้หญิงอีกคนนั่งข้างๆกัน “ พบทำไม “
ผม “ เพื่อจะได้ของความเมตตาจากศาลไง ให้ลดยอด “ ( ตามที่หาข้อมูลมา )
เจ้าหน้าที่ศูนย์ผู้หญิง “ อันนั้นมันเป็นกระบวนการลดยอดก่อนที่เค้าจะฟ้องเป็นสำนวนคดีแล้ว เลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว”
ผม “ แล้วศาลจะตรวจสอบจากอะไร “ ( ตอนนี้งงมาก ไม่ตรงกับข้อมูลที่หามาเลย เพราะเป็นคำพูดของเจ้าหน้าที่ศุนย์ ส่วนทนายหายหัวไปแล้ว ที่แบบ ส่วนลด หรือ เลื่อนการพิจรณาไปก่อน หรือ ผ่อนจ่ายรายเดือน )
เจ้าหน้าที่ศุนย์คนแรก “ ดูว่าคิดอัตราดอกเบี้ยถูกต้องไหม “ ( ในใจผมคิดธนาคารพวกนี้คิดอัตราดอกเบื้ยถูกอยู่แล้วล่ะ ถ้าคิดไม่ถูกก็โดนฟ้องกลับหมดล่ะ ใครมันจะไปคิดดอกเบี้ยผิด )
ผม “ แล้วตอนนี้ต้องทำอย่างไรต่อ “
เจ้าหน้าที่ศุนย์ “ รอฟังคำตัดสินศาล ตอนบ่าย หรือกลับบ้านรอหมายศาล “ ( ถึงตอนนี้ก็งง งง เจ้าหน้าที่ศุนย์ให้กลับบ้านได้ แต่ปกติทนายมันจะพูดเองหนิ )
ผม “ ต่างกันตรงไหน “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ก็ถ้าอยูฟังคำตัดสินเลย ก็จะมีผลบังคับภายใน 15 วัน หลังตัดสินตอนบ่าย แต่ ถ้ากลับบ้านก็จะมีผลหลังจากได้รับหมายศาล 15 วัน “
ผม “ และจะได้รับหมายศาลเมื่อไหร่ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ประมาณ 1-2 เดือน “
ผมกำลังตัดสินใจ ถ้าศาลตัดสินตอนบ่าย ซึ่งผมต้องรอคำตัดสิน และต้องหาเงินมาชำระภายใน 15 วัน
แต่ถ้าผมกลับบ้านผมก็ยังมีเวลาอีกประมาณ 1-2 เดือน ( ส่วนลูกหนี้คนแรกเลือกกลับบ้านเพื่อยืดเวลาจ่ายเงินไปแล้ว )
ผมก็เลยบอกกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ว่า “ ถ้าเป็นแบบนี้ผมขอกลับไปฟังคำตัดสินที่บ้านดีกว่า “ และก็ออกมาจากศูนย์ โดย ไม่มีเอกสารใดๆให้เซ็นต์เลย ( ในใจผมคิดว่ามีอะไร ผิดปกติ มันแปลกๆ แต่คิดว่าถ้าได้หมายศาลอีกครั้งจะมายื่นอุทรณ์ใหม่ เพราะถือว่าเรามาไกล่เกลี่ยที่สาลแล้ว ) โดยไม่มีทนายมาคุยอะไรกับผมต่อเลยหลังจากเค้าออกไป
ต่อมาเมื่อวานนี้ 4 พฤศจิกายน 2555 ผมได้รับคำสั่งศาล ให้ชำระ หนี้แก้โจทก์ เป็นจำนวนเงิน 47xxx บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ฟ้อง 39xxx บาท โดยระบุเพื่มเติมว่า ค่าทนาย ค่านั่นนี่
ซึ่งทำให้ผมงงมากว่า อ้าว เพิ่มขึ้นได้ยังไง สรุปว่า “ ผมแพ้คดี เพราะผมไม่ไปศาลเหรอ แล้วที่ผมคุยกับเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยตั้งนานนั่นล่ะ ผมไปคุยเล่นๆเหรอ “
ตอนนี้ผมเลยไม่รู้รู้ว่าจะไปทางไหนต่อดี ตอนแรกกะจะปิดยอดที่ 20000 บาท แต่กลับกลายไปเป็น 47xxx บาท ตอนนี้ผมสามารถติดต่ออะไรได้บ้างครับ
แล้วถ้า 15 วันแล้วผมไม่จ่าย แต่จะติดต่อขอผ่อนจ่ายได้ไหม และที่สำคัญ สามารถเรียกร้องหรือฟ้องเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยได้หรือไม่ ข้อหาให้ข้อมูลผิดประเด็นหรือพยายามปกปิดข้อมูล โดยทำให้ผู้บริโภคสูญเสียผลประโยชน์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิกใหม่ เพื่อเข้าร่วมวงสนทนา

  • kaewja
  • ผู้เยี่ยมชม
  • ผู้เยี่ยมชม
6 ปี 10 เดือน ที่ผ่านมา #25610 โดย kaewja
เคยอ่านบ้างไหม โปรดอย่าบอกว่า หาข้อมูลจากชมรมเรา

มาอ่านแล้วผลออกมาเป็นแบบนี้นะค่ะ :sweat:



ห้องนี้ ข้อมูลฟรี



สารพัดกระทู้ มีวางไว้ เราเตือนคุณแล้ว



ช่วยไปอ่าน นิยาม Hair-cut ต่อด้วยค่ะ
ไฟล์ที่แนบมาด้วย:

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิกใหม่ เพื่อเข้าร่วมวงสนทนา

  • กอบัว
  • ผู้เยี่ยมชม
  • ผู้เยี่ยมชม
6 ปี 10 เดือน ที่ผ่านมา #25623 โดย กอบัว

nuloger3 เขียน: อดีมีเรื่องมาเล่าและขอปรึกษาด้วยครับ
ผม “ ผ่อนลดยอดไม่ได้เหรอครับ “ ( ในใจไว้ให้ศาลช่วยพิจารณาดีกว่า )

ทนาย “ไม่ได้ครับ ต้องยอดเต็ม แสดงว่าคุณ xxxx จ่ายไม่ได้ใช่ไหมครับ )
ผม “ อ่อครับ งั้นไม่ได้ครับ )
และทนายก็เดินออกไปติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ศุนย์ไกล่เกลี่ย ตรงเคาเตอร์และบอกว่า “ตกลงกันไม่ได้” และยื่นเอกสารและก็เดินกลับออกไปนอกห้อง ( ทำให้ผมคิดว่า ทนายมาแค่นี้เหรอ ทำไมทำงานเหมือนไม่อยากมาเลย )
สักพักเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยก็เรียกลูกหนี้คนแรกไป ผมก็เดินตามไปฟังด้วย
เจ้าหน้าที่ศุนย์ “ คุณ xxxx ใช่ไหมครับ “
ลูกหนี้คนแรก “ ใช่ค่ะ ต้องทำอะไรต่อ ค่ะ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ตอนนี้สรุปว่า ไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ ต้องรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน “
ผมแทรกว่า “ ตัดสินอะไรครับ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ รอตัดสินว่าจะชำระอย่างไร เป็นจำนวณเงินเท่าไหร่ในตอน บ่าย ” ขณะนั้นเวลา 9.10 น.

ผม “ เพื่อจะได้ของความเมตตาจากศาลไง ให้ลดยอด “ ( ตามที่หาข้อมูลมา )

ตอบ คุณไปอ่านที่ไหนมาที่บอกว่า ศาลมีสิทธิ์ "ลดยอด" ให้กับจำเลย
ศาลเป็นตัวแทนของทั้งสองฝ่าย ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ ทั้งโจทก์และจำเลย จะมาลดยอดหนี้ให้จำเลย โจทก์ก็ตายสิค๊า...
ไปอ่านจากคำตอบตรงนี้ของพี่นกกระจอกเทศ ประธานชมรม

3. ไปศาลเพื่อร้องขอความเมตตากรุณาจากศาล โดยขอให้ท่านช่วยตัดลดมูลหนี้บางอย่างลงมาให้บ้าง...เช่น ดอกเบี้ย , ค่าล่าช้า , ค่าทวงถาม , ค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายโจทก์ด้วย ซึ่งจะได้ลดมากหรือลดน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับความเมตตาจากท่าน (ต้องไปวัดดวงเอาเอง) แต่สำหรับ หนี้เงินต้น นั้น ศาลท่านไม่สามารถช่วยปรับลดให้ได้ (ตามข้อกฏหมาย)...ฉะนั้นอย่าไปขอท่านในส่วนนี้เป็นอันขาด
อ้างอิงจากกระทู้นี้ ไปอ่านหลายๆครั้ง หลายๆรอบ
www.consumerthai.org/debtclub/index.php?option=com_kunena&func=view&catid=7&id=9240&Itemid=52 ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับหน้าที่ของศาล

เจ้าหน้าที่ศุนย์คนแรก “ ดูว่าคิดอัตราดอกเบี้ยถูกต้องไหม “ ( ในใจผมคิดธนาคารพวกนี้คิดอัตราดอกเบื้ยถูกอยู่แล้วล่ะ ถ้าคิดไม่ถูกก็โดนฟ้องกลับหมดล่ะ ใครมันจะไปคิดดอกเบี้ยผิด )
ตอบ คุณรู้ได้อย่างไรว่า เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยถูกต้องตามกฎหมาย คุณคำนวณ ทำตารางออกมาแล้วหรือ บอกได้เลยว่า มีธนาคารอยู่ไม่กี่ราย ที่คิดดอกเบี้ยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ยิ่งสินเชื่อส่วนบุคคล หายากมากๆที่่จะคิดตามกฎหมายว่าเอาไว้ มีแต่มันคิดดอกเบี้ยตามแต่ใจมันเอง
แต่คุณต้องเขียนคำให้การสู้คดี แย้งให้ศาลท่านทราบว่า มันผิดตรงไหน ผิดที่ใด ต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้

ผม “ แล้วตอนนี้ต้องทำอย่างไรต่อ “
เจ้าหน้าที่ศุนย์ “ รอฟังคำตัดสินศาล ตอนบ่าย หรือกลับบ้านรอหมายศาล “ ( ถึงตอนนี้ก็งง งง เจ้าหน้าที่ศุนย์ให้กลับบ้านได้ แต่ปกติทนายมันจะพูดเองหนิ )
ผม “ ต่างกันตรงไหน “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ก็ถ้าอยูฟังคำตัดสินเลย ก็จะมีผลบังคับภายใน 15 วัน หลังตัดสินตอนบ่าย แต่ ถ้ากลับบ้านก็จะมีผลหลังจากได้รับหมายศาล 15 วัน “
ผม “ และจะได้รับหมายศาลเมื่อไหร่ “
เจ้าหน้าที่ศูนย์ “ ประมาณ 1-2 เดือน “
ผมกำลังตัดสินใจ ถ้าศาลตัดสินตอนบ่าย ซึ่งผมต้องรอคำตัดสิน และต้องหาเงินมาชำระภายใน 15 วัน
แต่ถ้าผมกลับบ้านผมก็ยังมีเวลาอีกประมาณ 1-2 เดือน ( ส่วนลูกหนี้คนแรกเลือกกลับบ้านเพื่อยืดเวลาจ่ายเงินไปแล้ว )
ผมก็เลยบอกกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ว่า “ ถ้าเป็นแบบนี้ผมขอกลับไปฟังคำตัดสินที่บ้านดีกว่า “ และก็ออกมาจากศูนย์ โดย ไม่มีเอกสารใดๆให้เซ็นต์เลย ( ในใจผมคิดว่ามีอะไร ผิดปกติ มันแปลกๆ แต่คิดว่าถ้าได้หมายศาลอีกครั้งจะมายื่นอุทรณ์ใหม่ เพราะถือว่าเรามาไกล่เกลี่ยที่สาลแล้ว ) โดยไม่มีทนายมาคุยอะไรกับผมต่อเลยหลังจากเค้าออกไป
ต่อมาเมื่อวานนี้ 4 พฤศจิกายน 2555 ผมได้รับคำสั่งศาล ให้ชำระ หนี้แก้โจทก์ เป็นจำนวนเงิน 47xxx บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ฟ้อง 39xxx บาท โดยระบุเพื่มเติมว่า ค่าทนาย ค่านั่นนี่
ซึ่งทำให้ผมงงมากว่า อ้าว เพิ่มขึ้นได้ยังไง สรุปว่า “ ผมแพ้คดี เพราะผมไม่ไปศาลเหรอ แล้วที่ผมคุยกับเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยตั้งนานนั่นล่ะ ผมไปคุยเล่นๆเหรอ “
ตอนนี้ผมเลยไม่รู้รู้ว่าจะไปทางไหนต่อดี ตอนแรกกะจะปิดยอดที่ 20000 บาท แต่กลับกลายไปเป็น 47xxx บาท ตอนนี้ผมสามารถติดต่ออะไรได้บ้างครับ
แล้วถ้า 15 วันแล้วผมไม่จ่าย แต่จะติดต่อขอผ่อนจ่ายได้ไหม และที่สำคัญ สามารถเรียกร้องหรือฟ้องเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยได้หรือไม่ ข้อหาให้ข้อมูลผิดประเด็นหรือพยายามปกปิดข้อมูล โดยทำให้ผู้บริโภคสูญเสียผลประโยชน์

คุณไปไกล่เกลี่ยหาข้อตกลงกับทนายฝ่ายโจกท์ไม่ได้ คุณก็ต้องอยู่รอพบศาล อาจจะเมตตาขอลดหย่อนเรื่องดอกเบี้ย (ไม่ใช่เงินต้นหรือยอดฟ้อง)
ถ้าไม่เจอศาล ก็เท่ากับหนีศาล ศาลจะพิพากษาตามโจทก์ฟ้องทุกประการ
เจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยเขาไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณว่า คุณมีหนี้มากน้อยเท่าไหร่ เขาก็ให้คำแนะนำกว้างๆ คุณเองต่างหากต้องรู้ว่า ตัวเองมีแนวทางอย่างไร
เพราะลูกหนี้รายราย ก็เลือกที่จะให้ศาลพิพากษาเพราะหนี้เยอะ กะจะไปหักคอจ่าย หรือปล่อยให้เป็นไปตามระบบ เพราะไม่มีทรัพย์สินอะไรให้อายัด ให้ยึด
บอกไปหลายครั้งแล้วค่ะว่า ก่อนไปศาล "ต้องประเมินเงินและตัวเองก่อนว่า ต้องการอะไร จ่ายได้แค่ไหน"
ต้องมีแผนสอง แผนสามสำรอง
เฮ้อ...ไปอ่านข้อมูลกระทู้ต่างๆในห้องรู้ทันกฎหมายหนี้ให้ละเอียด ให้เยอะๆ
สาย Hotline ก็มี ทำไมไม่โทรถาม
ศูนย์ไกล่เกลี่ยเขาพูดถูก ว่าถ้าอยู่เลย ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน แต่คุณตระหนกเกินไป หาข้อมูลน้อยเกินไป
คำว่า "แฮร์คัททำได้ตลอดชีพ" สามารถต่อรองได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า คุณมีเงินในกระเป๋าไหม มีเงินเจ้าหนี้ก็อยากได้หนี้คืนทั้งนั้น
โทรไปคุยกับเจ้าหนี้เสีย ถ้าแฮร์คัทก้อนเดียว ก็จะได้ราคาดีหน่อย ขึ้นกับเงินในกระเป๋าคุณแล้วหล่ะ
วันหลังอ่านให้เยอะๆ อ่านให้มากๆ อย่าไปหวังพึ่งพิงใคร นอกจากตัวของเราเองนะคะ

ไฟล์ที่แนบมาด้วย:

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิกใหม่ เพื่อเข้าร่วมวงสนทนา

เวลาที่ใช้ในการสร้างหน้าเว็บ: 0.597 วินาที
ขับเคลื่อนโดย ระบบฟอรัม Kunena

เข้าสู่ระบบ