มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย รับผลกระทบCOVID-19เฟส 2

ทันหุ้น-สู้โควิด : นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ธปท. ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มาเป็นลำดับ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ นั้นจะทยอยครบกำหนด ธปท. จึงได้หารือกับผู้ให้บริการทางการเงิน ประกอบด้วย สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ สมาคมและชมรมของผู้ให้บริการทางการเงินรวม 9 แห่ง ออกมาตรการเพิ่มเติมระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

 

1) ปรับลดเพดานดอกเบี้ยเป็นการทั่วไป ร้อยละ 2 - 4 ต่อปี สำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (มีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563)

 

2) เพิ่มวงเงินบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทวงเงินหมุนเวียนหรือที่ผ่อนชำระเป็นงวด สำหรับลูกหนี้ที่มีความจำเป็นต้องใช้วงเงินเพิ่มเติม และมีพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ขยายวงเงินจากเดิม 1.5 เท่า เป็น 2 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เป็นการชั่วคราวถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 (มีผลตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563)

 

3) มาตรการขั้นต่ำเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563) ขยายขอบเขตและระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และไม่เป็น NPLs ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 โดยผู้ให้บริการทางการเงินต้องจัดให้มีทางเลือกความช่วยเหลือขั้นต่ำให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบได้เลือกตามประเภทสินเชื่อ เช่น การผ่อนชำระขั้นต่ำ การเปลี่ยนสินเชื่อระยะสั้นเป็นระยะยาว การลดค่างวด การเลื่อนชำระค่างวดหรือเงินต้น เป็นต้น และกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินต้องอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเพียงพอต่อการตัดสินใจของลูกหนี้ เช่น เปรียบเทียบภาระหนี้เดิมและหนี้ใหม่ จำนวนหนี้และจำนวนงวดที่เพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายเพิ่มจากการขอเลื่อนชำระหนี้ รายละเอียดดังนี้

การช่วยเหลือตามมาตรการขั้นต่ำข้างต้นจะไม่ถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ จึงไม่สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และในกรณีที่ลูกหนี้ประสงค์จะชำระหนี้ก่อนกำหนด จะต้องไม่มีการคิดค่าเบี้ยปรับ (prepayment fee)

 

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของผู้ให้บริการทางการเงิน เช่น แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ Call Center หรือส่งข้อความ SMS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึง 31 ธันวาคม 2563

 

4) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ผู้ให้บริการทางการเงินต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้ลูกหนี้ เช่น โดยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เปลี่ยนสินเชื่อจากระยะสั้นเป็นระยะยาว เลื่อนการชำระค่างวด ลดดอกเบี้ย และกรณีลูกหนี้ี่ได้รับผลกระทบจนเป็น NPLs ขอให้พิจารณาชะลอการยึดทรัพย์

 

ธปท. เชื่อมั่นว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมระยะที่ 2 นี้ จะทำให้ลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที ลดภาระหนี้และโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และมีวิธีปฏิบัติต่อลูกหนี้ในแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด

 

ที่มา : https://www.thunhoon.com/article/224672

 

วันที่ 3 มิ.ย. นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า โครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นโครงการแก้หนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ผลจากมาตรการทำให้ลูกหนี้ที่ชำระค่างวดเข้ามา โครงการได้ช่วยเหลือโดยการลดดอกเบี้ยให้ 2% เพื่อลดภาระในช่วงนี้ ทำให้ไม่มีลูกหนี้ต้องออกจากโครงการแม้สักรายเดียว ด้วยเหตุว่าผ่อนชำระค่างวดไม่ไหว

มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

โควิด-19 พ่นพิษหลายภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบ แบงก์ชาติจับมือธนาคาร ช่วย "ลูกหนี้" บ้าน รถ บัตรเครดิต ฝ่าวิกฤติ ทั้ง ลดดอกเบี้ย พักชำระหนี้ ขยายเวลาผ่อน ให้ทุนหมุนเวียน เพิ่มสภาพคล่องในระบบ

จากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด- 19 ที่มีแนวโน้มลุกลาม และส่งผลกระทบรุนแรงในวงกว้างต่อธุรกิจ และประชาชนทั่วไป ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. มองว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัวลดลง ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนขยายตัวเพิ่มขึ้น 79.1% ขณะที่การส่งออกและค่าเงินบาทภัยแล้ง น้ำท่วม PM 2.5 และไวรัสโควิด–19 ทำให้แรงงานและสังคมไทยได้รับผลกระทบนั้น (สศช.หวั่นปัจจัยลบถล่มสังคมไทย)

 

ล่าสุด นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้ร่วมกับสถาบันการเงิน กำหนดมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ธุรกิจทุกประเภท และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและเร่งปรับโครงสร้างหนี้ กำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวระยะเวลา 2 ปี ระหว่าง 1 ม.ค. 63 - 31 ธ.ค. 64 ดังนี้

- ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม
- พักชำระหนี้เป็นการชั่วคราว
- ขยายระยะเวลาการชำระหนี้
- ลดดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม
- ผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตได้ต่ำกว่าร้อยละ 10
- เพิ่มวงเงินชั่วคราวสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปได้

 

ใครมีบัตรเครดิตบ้าง หรือใครคิดจะทำบัตรเครดิต ยกมือขึ้นแสดงตัวกันหน่อย ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแค่อยากจะบอกว่า ก่อนจะทำ ต้องคิดให้ดีว่า ตัวเองมีวินัยทางการเงินมากน้อยแค่ไหน เพราะหากใช้จนเพลินมือแล้ว อาจต้องมานั่งเครียดทีหลังว่าจะเอาเงินที่ไหน ไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตดี แล้วพอหมักหมมมากขึ้นเรื่อยๆ จะกลายเป็น "หนี้เสีย" (NPL) และอาจติดแบล็กลิสต์ของสถาบันการเงินได้

แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปล่อยโปรเจค “คลินิกแก้หนี้” ออกมาช่วยแล้ว และเป็นระยะที่ 3 แต่โครงการนี้ยังรวมถึงหนี้เสียในกลุ่มอื่นๆ ด้วย

ในปัจจุบันที่คนเป็นหนี้บัตรเครดิมีเยอะกันจนเป็นเรื่องปกติซึ่งทำให้การก่อร่างสร้างหนี้ขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่สำหรับผู้ที่เคยเป็นหนี้ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการเป็นหนี้นั้นมีความทุกข์มากขนาดไหน

ประกอบกับผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งทำให้ปัญหาเรื่องการใช้หนี้ก็มากขึ้นไปด้วย จึงทำให้คนที่มีหนี้และอดีตเคยมีหนี้มาร่วมตัวกันและก่อตั้งเป็นชมรมเพื่อคนเป็นหนี้ขึ้น เพื่อช่วยเหลือและเสนอวิธีแก้ปัญหาให้แก่ลูกหนี้ทุกคน

ชมรมหนี้บัตรเครดิต จึงถือว่าเป็นชมรมที่น่าสนใจมากในปัจจุบันเพราะด้วยกลุ่มคนที่หันมาพึ่งพาบัตรเครดิตในการใช้จ่ายกันเยอะขึ้น ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักมีคนเป็นหนี้เพราะบัตรเครดิตกันมากขึ้นด้วยนั่นเอง

แล้วชมรมนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับชมรมเพื่อคนเป็นหนี้แห่งนี้พร้อมทั้งนำเสนอ วิธีการปลดล็อคหนี้บัตรเครดิตให้หมดไปด้วย 6 วิธีง่ายๆ ทั้งหมดสามารถติดตามได้ในบทความนี้