ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

สคบ.สั่งแก้สัญญาบัตร ห้ามหักเงินฝากใช้หนี้ PDF พิมพ์ อีเมล
วันอังคารที่ 09 มิถุนายน 2009 เวลา 14:55 น.
AddThis Social Bookmark Button
ลูกหนี้เฮ สคบ. สั่งแก้ไขสัญญาบัตรเครดิตใหม่ ห้ามหักเงินฝากลูกค้ามาใช้หนี้
 
 
เมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.2552) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เรียกประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
โดยเรื่องที่หารือกันมีการนำเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ได้ทำสัญญาเอาเปรียบผู้บริโภค โดยขอหักเงินในบัญชีของผู้ฝากเงินเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตได้ในทันที

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ทั้งนี้ สคบ.เห็นว่าการทำสัญญาเช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เนื่องจากการไม่ชำระหนี้บัตรเครดิตอาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น บัตรสูญหาย บัตรถูกลักขโมย ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ความรับผิด

นอกจากนี้ เป็นการใช้ข้อสัญญาที่เลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ไปใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อพิสูจน์ความผิดเสียก่อน ซึ่งอาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

อย่างไรก็ตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2542 ข้อ 4 ได้ กำหนดว่า สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญา ที่มีลักษณะหรือความหมายทำนองเดียวกัน ได้แก่ ข้อสัญญาที่ให้ ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบจากการใช้บัตรเครดิตโดยที่ไม่ได้เป็นความผิดของผู้บริโภค

ดังนั้น สคบ.จึงได้มอบหมาย ให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาไปเสนอความเห็นในเรื่องเกี่ยวกับการทำสัญญาใหม่จากการใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และนำเสนอคณะกรรมการสคบ. ประกาศเป็นนโยบาย และมาตรการในการคุ้มครอง ผู้บริโภคต่อไป

“5 เดือนของปีนี้ มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจบัตรเครดิตจำนวน 217 ราย เป็นสาเหตุกรณีหักเงินจากบัญชี 7 ราย ซึ่งสคบ. ได้ส่งเรื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ร้องเรียนแล้ว” นายสาทิตย์ กล่าว

คณะกรรมการสคบ. ยังได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภค กรณี ผู้ประกอบการเสนอหรือชักชวนขายสินค้าหรือบริการผ่านทางโทรศัพท์ หรือผ่านการส่งข้อความระบบ SMS จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำกับ ติดตาม และตรวจสอบ การประกอบธุรกิจประกันภัยของ ผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในระบบสายด่วน ประชาสัมพันธ์ให้ ผู้บริโภคระมัดระวังการให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ทำงานในเวลาที่ทำธุรกรรมกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อป้องกันการซื้อขายหรือเปลี่ยนถ่ายข้อมูล รวมทั้งห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล และถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อันถือเป็นความผิด ทั้งทางแพ่งและทางอาญาด้วย

 

ขอบคุณข่าวจาก นสพ.โพสต์ ทูเดย์ วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

http://www.posttoday.com/finance.php?id=51356

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

คุมหักหนี้บัตรเครดิต

สคบ.จัดระบบใหม่เพื่อรื้อสัญญาบัตรเครดิต ห้ามหักบัญชีเงินฝากล้างหนี้ ผู้ประกอบการเขี้ยว ค้างวันเดียวโดน 200-250 บาท

 
นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.กำลังรวบรวมข้อมูลและปัญหาการที่สถาบันการเงินและผู้ออกบัตรเครดิตใช้วิธีหักกลบลบหนี้เงินในบัญชีลูกค้าที่ถือบัตรหากขาดการชำระหนี้

นายนิโรธ กล่าวว่า สคบ.ได้รับการร้องเรียนจากผู้ถือบัตรเครดิตที่ถูกเจ้าหนี้ใช้วิธีหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากเมื่อขาดการชำระหนี้ก่อนฟ้องคดีทางกระบวนการศาลจำนวนมาก จึงต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอให้คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาสคบ. ตัดสินว่าพฤติกรรมดังกล่าวมีความเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ สมควรที่จะเขียนข้อกำหนดห้ามมิให้หักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากหรือไม่

สคบ.เคยหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้สถาบันการเงินเขียนเงื่อนไขไว้ในสัญญา แต่ปรากฏว่ามีบางแห่งก็ไม่มีสัญญา และเมื่อมีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตทำให้เกิดปัญหา เพราะเป็นบัญชีเงินเดือน เมื่อถูกหักไปหมดทำให้ไม่มีเงินใช้จ่าย” นายนิโรธ กล่าว

ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกของปี 2552 ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลมียอดการให้สินเชื่อ 2.44 แสนล้านบาท ในจำนวนนั้นเป็นบัตรเครดิต 13.1 ล้านใบ มีปริมาณการใช้จ่ายรวม 8 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารจะหักเงินได้ก็เมื่อลูกค้ายินยอมในสัญญาเท่านั้น

แหล่งข่าวจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการต่างหันมาทวงหนี้เข้มขึ้น กรณีลูกค้าชำระหนี้ล่าช้าจะโดนเรียกเก็บค่าทวงถามและโดนค่าปรับทันที โดยกลุ่มจีอีฯ นั้นหากช้าไป 1 วัน โดนค่าปรับทันที 200 บาท หากช้าไป 2 วัน จะโดนค่าปรับ 300 บาท

ขณะที่บริษัทบัตร กรุงไทย นั้นหากชำระหนี้ช้าไป 1 สัปดาห์ จะมีพนักงานโทรศัพท์มาเตือนให้ไปชำระ และคิดค่าทวงถาม 250 บาท บริษัท ซิตี้คอร์ป จะเรียกเก็บค่าทวงถามหากผิดนัดชำระภายใน 1 วัน ในอัตรา 250-290 บาทต่อครั้ง

 

ขอบคุณข่าวจาก นสพ.โพสต์ ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

http://www.posttoday.com/news.php?id=47726

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 09 มิถุนายน 2009 เวลา 16:00 น.
 
Share on facebook

ค้นหาในกระทู้

คำสำคัญ

เปลี่ยนธีมสีของเว็บบอร์ด

Template
mod by JoniJnm.es

Login เข้าระบบ

เรามีคน Online

เรามี 257 บุคคลทั่วไป และ 3 สมาชิก ออนไลน์
  • kitty91
  • took

ครบเครื่องเรื่องผู้บริโภค

You are here  :