ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

นโยบายแก้หนี้ เน้น 4 กลุ่มเป้าหมาย + ข่าวเพิ่มเติม PDF พิมพ์ อีเมล
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2010 เวลา 07:16 น.
AddThis Social Bookmark Button

รัฐบาลเตรียมประกาศนโยบายแก้หนี้ครบวงจรวันที่ 16 ส.ค.นี้ เน้น 4 กลุ่มเป้าหมาย เกษตรกร-ผู้ใช้แรงงาน-ครู-ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เล็งใช้กลไกกองทุนทั้งเก่าและตั้งใหม่มารับโอนหนี้เข้าสู่ระบบ

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมประกาศนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินครบวงจรของรัฐบาลในวันที่ 16 ส.ค. ว่า นโยบายที่จะประกาศในวันที่ 16 ส.ค.นี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบของกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มคือ กลุ่มเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ครู และผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยจะขับเคลื่อนนโยบายผ่าน 4 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ

"การแก้ไขหนี้สินในแต่ละกลุ่มเป้าหมายนั้นจะใช้กลไลกองทุน ทั้งที่ตั้งมาแล้ว และที่จะต้องสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อจะโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ และแก้ไขปัญหาหนี้ผ่านสถาบันการเงิน หรือกองทุนของรัฐบาล โดยในกลุ่มเกษตรกร จะมีในส่วนของผู้เป็นหนี้กับกองทุนฟื้นฟู ซึ่งจะมาตรการจัดให้มีการผ่อนชำระปลอดดอกเบี้ยระยะยาว 15 ปี และหากมีความตั้งใจในการผ่อนระยะเวลาดังกล่าวนั้น ก็จะยกส่วนเงินต้นที่เป็นหนี้ต่อกองทุนฟื้นฟู ลง 50 % เป็นการลดหนี้"นพ.บุรณัชย์กล่าว

ส่วนโครงการในอดีตที่ทำให้ประชาชนเป็นหนี้ และต้องไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้คืน เช่น กองทุนหมู่บ้านก็จะมีการขยายระยะการผ่อนชำระหนี้จาก 1ปี เป็น 2 ปี เพราะ1ปี ไม่พอต่อการประกอบกิจการเพื่อคืนทุนจากการกู้ยืม ทั้งนี้จะมีการเพิ่มขนาดกองทุนตามขนาดของหมู่บ้าน

นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า ส่วนหนี้สินผู้ใช้แรงงาน จะดำเนินการเพื่อที่พัฒนาทักษะ และเพิ่มฝีมือแรงงาน ผ่านกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และจะใช้สัดส่วนด้านสังคมของกองทุนประกันสังคม เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานในระบบสามารถเข้าร่วมโครงการที่ผลักดันโดยกระทรวงการ คลัง ผ่าน 3 หลัก ได้แก่ ธนาคารออมสิน บสย. และให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ในลักษณะไมโครไฟแนล ที่เป็นฐานรากต่างๆ โดยจะอาศัยการเตรียมการขยายการคลอบคลุมของระบบประกันสังคมไปสู่ผู้ประกอบ อาชีพอิสระ เพื่อที่จะสนับสนุนผู้ใช้แรงงานนอกระบบที่มีกว่า 20 ล้านคน ให้เข้าสู่ระบบได้ โดยจะการทำงานร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน โดยการให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน 5,100 กอง โดยจะขยายการเตรียมรับสิทธิประโยชน์ด้านเงินออมเพื่อการชราภาพ ไปสู่การให้วงเงินเพื่อจะกู้ใช้หนี้นอกระบบ

ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง จะใช้รูปแบบ กองทุนแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพื่อขยายผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ และใช้รูปแบบของสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อมาสร้างเงินทุนหมุนเวียน โดยกลไกทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างของสถาบันการเงิน ผ่านกระทรวงการคลัง เช่น ธกส. เพื่อจะจัดหารายได้ที่เพียงพอ และจัดหาผู้ที่จะมาค้ำประกันในการจะนำคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายนั้นเข้าสู่ โครงการแก้ไขปัญหานี้สินนอกระบบอย่างครบวงจร

....................................................

ขอบคุณข่าวจาก นสพ.โพสทูเดย์ วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2553

 

 

 

ข่าวเพิ่มเติม

 

 

 

นายกฯเปิดงานก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ที่ปลอดหนี้นอกระบบ พร้อมเปิดตัวบัตรลดหนี้ วินัยดี มีวงเงิน ลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้คนไทยเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเท่าเทียม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน "ก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ" และเปิดตัว" บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน" พร้อมประกาศแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแบบยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ กระทรวงการคลังจะประสานธนาคารในเครือข่ายของรัฐในการเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2552 พร้อมข้อเสนอเงินกู้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร่วมดำเนินการในคณะเจรจาประนอมหนี้ในระดับจังหวัดจนถึงระดับอำเภอ

โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงและไม่เป็นธรรม และที่ถูกทวงถามหนี้อย่างโหดร้ายจากเจ้าหนี้นอกระบบ จึงช่วยเหลือให้ประชาชน มีโอกาสโอนหนี้เข้าในระบบ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินเครือข่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและพัฒนาระบบการเงินระดับฐานราก (microfinance) ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานราก จะช่วยให้ประชาชนในชนบทที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบปกติได้เช่นกลุ่มคนยากจน ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และธุรกิจขนาดย่อม

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากในประเทศไทยนั้นปรากฏอยู่แล้วในแผนต่างๆ เช่น แผนแม่บทการเงินระดับฐานราก แผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2ที่ดำเนินการโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว และเป็นที่น่ายินดีว่า ขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตรได้เริ่มดำเนินการโครงการธนาคารชุมชนโดยได้จัดตั้งธนาคารชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย โดยชื่อว่า “ธนาคารชุมชนศรีฐาน” ที่บ้านศรีฐาน หมู่ 1 ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย

การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และหนี้สินภาคประชาชน ต้องมุ่งเน้นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยไม่หวังผลทางการเมืองระยะสั้น ต้องไม่ใช่การแจกเงิน ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้แทน หรือการคิดดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป แต่ต้องมีการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพลูกหนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม พัฒนาความเข้มแข็งและนำไปสู่การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมไทยทุกระดับต่อไป

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลได้มอบหมายนโยบายในการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนในทุกภาคส่วน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของประชาชนโดยการโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)ทำหน้าที่ให้บริการค้ำประกันลูกหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือผู้ค้ำประกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างเต็มที่

 

ผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมามีดังนี้ยอดลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสิน ระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคม 2552 และวันที่ 1-29 มกราคม 2553 มีจำนวน 1,183,355 ราย จำนวนมูลหนี้ 122,672.19 ล้านบาท เจรจาประนอมหนี้สำเร็จจำนวน 602,803 ราย เจรจาไม่สำเร็จจำนวน 182,862 ราย และ ยุติเรื่องจำนวน 397,690 ราย ธนาคารและสถาบันการเงินชุมชนอนุมัติสินเชื่อแล้วจำนวน 412,741 ราย อยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 75,066 ราย

สำหรับลูกหนี้นอกระบบ 412,741 ราย ที่ได้รับการโอนหนี้เข้าสู่ระบบ เพื่อพบชีวิตใหม่ เฉลี่ยมูลหนี้รายละ100,000 บาท หากลูกหนี้นอกระบบจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน แต่ละรายสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้เดือนละ 5,000 - 10,000 บาท ต่อเดือน รวมกันอย่างน้อย ประมาณ 2,000-4,000 ล้านบาทต่อเดือนหรือประมาณ 24,000-48,000 ล้านบาทต่อปีโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน ทั้งยังได้ลดดอกลดต้นเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการ และการออม

กระทรวงการคลังต้องการช่วยเหลือไม่ให้ลูกหนี้กลับไปใช้หนี้นอกระบบอีกครั้ง และเพื่อเป็นการเสริมสร้างวินัยในการใช้เงินและการผ่อนชำระเงินกู้รายเดือน จึงจัดให้มีบัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน ซึ่งเมื่อธนาคารอนุมัติเงินกู้แล้ว ธนาคารจะมอบบัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน เป็นบัตรสำหรับสมาชิกซึ่งเข้าร่วมโครงการหนี้นอกระบบของกระทรวงการคลัง ซึ่งบัตรมีรหัสแท่ง (barcode) สำหรับใช้ในการชำระเงินกู้รายเดือนผ่านเคาน์เตอร์ของทุกธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกหนี้และหากลูกหนี้จ่ายผ่อนชำระเงินกู้รายเดือนตรงตามกำหนด เป็นระยะเวลา 1 ปี ธนาคารจะมีวงเงินสำรองฉุกเฉินให้ในเดือนที่ 13 ซึ่งผู้ถือบัตรสามารถนำบัตรไปกดเอาเงินสดจากตู้ atm ของทุกธนาคารที่ร่วมโครงการ (ยกเว้น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์) ได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อ 1 ปี

บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงินยังเป็นบัตรเพื่อแสดงสิทธิการประกันชีวิตที่ทางธนาคารที่อนุมัติเงินกู้ได้จัดให้แก่ลูกหนี้ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวผู้ถือบัตรสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนหนี้นอกระบบกับกระทรวงการคลังแต่ไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อเนื่องจากไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอนั้น กระทรวงการคลังได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงแรงงานในการ ช่วยจัดหางานในพื้นที่ของลูกหนี้ เพื่อลูกหนี้จะสามารถสร้างศักยภาพในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในระบบต่อไปในอนาคต

นอกจากโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนี้แล้ว กระทรวงการคลังจะศึกษาเกี่ยวกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและพัฒนาระบบการเงินระดับฐานราก (microfinance) เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนอย่างยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระบบการเงินระดับฐานรากจะเปิดโอกาสให้แก่ผู้ที่ไม่ได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุน

 

 

......................................................................

ขอบคุณข่าวจาก นสพ.โพสทูเดย์ วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2553

 

 

 


แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2010 เวลา 09:04 น.
 
Share on facebook

ค้นหาในกระทู้

คำสำคัญ

เปลี่ยนธีมสีของเว็บบอร์ด

Template
mod by JoniJnm.es

Login เข้าระบบ

เรามีคน Online

เรามี 312 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • Paolian

ครบเครื่องเรื่องผู้บริโภค

You are here  :